วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

My Silent corner (8): Around King’s college- “Lower Marsh market”

ตลาดไกล้ King’ college “LowER Marsh market”


Lower Marsh, South Bank's Market, is a great place to shop, eat and drink.

วันว่างระหว่างรอมหาวิทยาลัยเปิด (หยุด Easter) ก็เดินรอบมหาวิทยาลัยเพื่อหาตลาดหรือที่สำหรับซื้ออาหารมาปรุง  ร้านขนมหรือ...สามีก็เลยพาเดินรอบๆไปตามถนน เจอตลาดชื่อ Lower Marsh market เราเด็กไทยแถวนั้นเรียกชื่อสั้นๆว่า โลว์มาช เป็นตลาดแบบเมืองไทยแปลกใจ ว่ามีตลาดแบบนี้กลาง London ด้วย มีของใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่าง เสื้อผ้า แบบงานวัดก็ว่าได้ วางแบกะดินจริงๆ และมีทั้งที่ตั้งบนแผง รถเข็น และเปิดท้ายรถขายของ ร้านค้าที่มีในย่านนั้น ทั้งร้านอาหารจีน ไทย ร้านตัดเสื้อ ทำผม แต่เราก็รู้สึกแปลกๆกับตึกเก่าๆเล็กๆ โบราณ หลายๆแบบ แต่ละตึกมีสีและรุปแบบที่แปลกแยกกัน ชอบมากก็ร้านขายหนังสือที่มีอักษรสีแดง หรือไม่ก็อักษรดำบนป้ายแดง ที่เขียนว่า Sale มีตั้งแต่ 20-70% ร้านนี้ก็เลยเป็นร้านที่เรามักมาเดินเล่นดูหนังสือแทบทุกสัปดาห์ และตลาดนี้ก็มีผลไม้ขายเยอะที่ไม่เคยรู้จักก็มี ที่แปลกๆก็มี

เดินจากมหาวิทยาลัยประมาณ 15 นาที ผ่าน waterloo stationแล้วเลี้ยวผ่านหน้าร้านหนังสือก่อน ก็เข้าตลาด จริงๆเป็นถนนคนเดินมากกว่าเพราะวางขายเป็นเวลา จะไม่มีของสดแบบหมู ไก่ อาหารทะเลแบบตลาดทั่วไป

ด้านล่างนี่เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับตลาดนี้ บันทึกบนแผ่นป้ายเล็กๆ ซึ่งตั้งบนถนนแถวหน้าตลาดนั่นเอง (ไม่ต้องสงสัยเลยเพราะเมื่อมี lower ย่อมมี upper marsh เช่นกัน แต่ไม่เคยไป)





"So named because it lies on the site of the ancient Lambeth Marsh which first appeared in historical records in 1377.

This historic street has operated as a street market and centre for local shopping since the mid-nineteenth century.
 
In 1984 Lambeth council designated Lower Marsh and it's immediate surroundings a conservation area in recognition of it's special character."           ที่มารูปนี้ : panoramio.com

ตลาดนี้เป็นแบบชั่วคราวพอเย็นก็หายไปหมด ช่วยทำให้เรามีชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้นในยามเหงา ช่วงแรกๆเราก็มีตลาดนี้ที่เป็นที่ช่วยให้หายเหงาบ้าง กับการเดินไปดูของต่างๆที่อังกฤษ (ลอนดอน)มี  ที่ออกจะขำทุกครั้งคือของใช้ที่มักจะเป็นชิ้นโตๆ ความจุมากๆ เช่นแป้งกระป๋อง ขวดแชมพู น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ

ผลไม้มากมายให้เลือก เราชอบส้มที่นี่มากเพิ่งรู้จักอีกนั่นล่ะ เขาเรียกว่า clementine orange สีส้มทองลูกเล็กไกล้เคียงสายน้ำผึ้งบ้านเรา หวานอมเปรี้ยว รสจัดดี ส่วนมากเขาขายเป็น pack หรือใส่ถุงตาข่ายไว้ประมาณ 6-8 ลูก ก็ประมาณ 2 pounds เศษ

และที่ต้องซื้อประจำแพงบ้างถูกบ้างตามเทศกาลคือ cherry และ ลูกพลัมสดชอบมากขายเป็น pack ก็มี ให้หยิบชั่งก็มี ก็ซื้อครั้งละ 6-8 pounds (1 pound=70 bath) ก็เหมือนกันทั่วโลกกระมังที่มักต้องปนของเสียมาให้ด้วยเสมอ เมืองไทยแพงอยู่ตจว.ก็ไม่เคยมีให้ซื้อกิน (สมัยก่อน เดี๋ยวนี้มีห้างใหญ่ๆ ตจว.เลยได้มีกินแล้ว) และหน่วยราคาที่เห็นต้องดูให้ดีว่าราคาต่ออะไร มีหลากหลายหน่วยนน.เช่นกัน แต่ส่วนมากเราก็หยิบๆใส่ตะกร้าแล้วเขาก็เอาไปคำนวนเอง


อีกอย่างที่ชอบของตลาดนี้คือร้านเล็กๆที่อยู่สองข้างทาง มีสารพัดแบบ แต่เราไม่คุ้นรูปแบบของร้านที่ต่างจากไทย บางทีไม่รู้ว่าใครจะมาเดินซื้อของพวกนั้น แต่ที่เข้าประจำคือร้านหนังสือ ที่มีอยู่เพิ่งรู้ว่านอกจากร้านหนังสือมีชื่อ foyles แล้ว ก็ที่นี่ล่ะที่ขายพวกแมกกาซีนและสารพัดหนังสือแม่บ้าน และพ่อบ้าน หนังสืองานฝีมือ สื่อของเล่นเด็ก  CD เพลง ฯ




จะเห็นว่ามีร้านหลากหลายในบริเวณตลาดนี้








และก็มีร้านอาหารไทยที่เป็นของคนจีนที่ไม่เคยมาไทย ชื่อร้าน Olympic ตอนเห็นครั้งแรก (อุ๊ เป้า พามา) แปลกๆ แต่เขาทำอาหารแบบไทยปนจีน เช่นผัดไทย เป็นแบบหมี่กะทิ ที่เรามากินแทบทุกอาทิตย์คือ หมี่ผัดทะเล ปลาหมึกที่นี่จะเป็นหมึกหนาๆ อร่อยแต่แพงจานละ 4 ปอนด์เศษ  ประมาณ 300 บาท หลังจากนั้นก็รู้จักอาม่าเจ้าของร้าน (อายุประมาณไกล้ 70 เวลาไปแกเห็นก็จะออกมาคุยจีนปนไทย น่ารักดี



รูปซ้าย  เป็นร้านที่ปรับปรุงแล้วหลัง meepole กลับ
รูปขวา  เป็นสภาพร้านที่เห็นจากด้านนอกสมัยก่อน แต่ข้างในเรียบร้อยพอควร มีประมาณ 6 โต๊ะ



ซ้าย  Cooper's Natural foods นี่ก็เป็นอีกร้านที่ขายสารพัดแซนวิช และอาหาร organic มีคนมาต่อคิวยาวเหยียดตลอด ของน่าซื้อมาก ร้านนี้เยื้องๆร้าน olympic เรามาบ่อยช่วงหลังกะ Tas ร้านนี้ไม่มีการนั่งทานข้างใน

ขวา ร้าน Sino Thai อาหารแบบร้านอาหารไทย ราคาก็พอประมาณ เคยไปทานแต่ไม่ค่อยชอบนัก ที่ชอบคือไอศครีมที่แช่เสริฟบนกะลามะพร้าวขนาดเล็กมาก เล็กกว่าฝ่ามือเราเอากลับมาด้วยเพราะเอากลับได้ บางคนเอามาใส่เถ้าบุหรี่ วันหลังจะถ่ายภาพมาใส่ไว้