แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ University of London แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ University of London แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

My Silient corner 18: เตรียมตัวเดินทางไปเรียน University of London

หนังสือรับรองการเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย  

(ต่อ)...หลังจากหลักฐานจากทางกพ.ทุกอย่างเรียบร้อย เซ็นต์สารพัดสัญญาทั้งสองฝ่าย รับทราบเงื่อนไขการรับทุนและการกลับมาใช้ทุน ก็รับเอกสารทุกอย่างที่ต้องใช้ยื่นทางมหาวิทยาลัยลอนดอน โดยเฉพาะหนังสือรับรองการเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย เป็นอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์มาก (รูป) เขาต้องการความมั่นใจว่ามีจ่ายตลอดจนจบแน่ คิคิ   


ครั้งแรกสุดก่อนหน้านี้ทาง KCL ส่งชื่อ supervisor มาเลยว่าคือ Prof. Dr. Jeremy R Mason และ sup. ก็ได้ mail มาคุยด้วยแล้ว แต่พอใกล้วันจะไปไม่นานก็มี mail จาก Prof. Christ Thurston เขียนตอบมาอีกว่ายินดีรับเราเป็นนักศึกษาในกลุ่มของอาจารย์ ก็เลยเป็นงงๆ ในที่สุดก็ mail ไปถาม Prof. Mason ว่าเกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะ Prof. Mason รับเราเข้าอยู่ใน research group ของอาจารย์แล้ว ก็ไม่มีอะไร (ไปที่นั่นเราก็เจอ Prof. Christ Thurston เช่นกัน อจ.น่ารักดี อายุมากแล้ว ป่วยมากตอนเราอยู่ปีที่ 2 อจ.เลยลาออกไปพักรักษาตัว จนเราจบ อจ.ก็ไม่ได้กลับมา และทราบข่าวอจ.เสียชีวิตเมื่อเราเรียนจบกลับมาไทยแล้ว) 


จากนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากไปตรวจร่างกายตามที่กพ.ระบุ ที่ต่างจากปกติคือต้องตรวจสายตาด้วย เพิ่งรู้ว่าการตรวจตามีขั้นตอนมากเช่นกัน ไม่ไช่ตรวจสายตาสั้นยาว เขาคงกลัวว่าสายตาจะไม่ดีเป็นอุปสรรคต่อการเรียนมั้ง ที่สำคัญคือฟิล์มเอ็กซ์เรย์ต้องเอาติดตัวไป ใบแสดงผลตรวจร่างกาย ซึ่งทางรพ.ออกเป็นภาษาอังกฤษให้เพราะรู้ว่าไปตปท. ทุกอย่างต้องเอาไว้ในที่หยิบได้สะดวก ซึ่งตอนที่เราไปนั้นเป็นช่วงที่ไช้หวัดนกระบาด เลยตรวจเข้มงวดมาก 


ระหว่างว่าง รอช่วงเดินทางก็เป็นการจัดเตรียมของที่จะพาไปส่วนมากเป็นของกิน (กลัวอดอาหารไทย) เตรียมซื้อเสื้อผ้ากันหนาว เสื้อกันฝนแบบเสื้อโค้ท กันหนาวแบบน้อยๆแต่กันฝนได้  รองเท้าบู้ท รองเท้าอื่นๆ เตรียมกระทั่งหมอน หมอนข้าง เอาแบบแฟบๆ ไปพองลมตอนแกะออก ผ้าห่มอย่างหนานุ่ม (อันนี้ pa ซื้อจากพม่ามาให้) เตรียมแบบคนบ้านนอกเข้ากรุง กลัวว่าในกรุงจะไม่มีของที่ตัวเองต้องการ เอาไปแบบตั้งครอบครัวใหม่ได้เลย คิคิ เสร็จสิ้นรวมทุกอย่างแล้ว 8 กระเป๋าใหญ่ (รวมของกินได้มากมาย)


อันนี้ต้องบอกว่าถ้าปกติแล้วน้ำหนักเกินแน่นอน แต่นักเรียนทุนที่ไปเรียนครั้งแรก เขาขอน้ำหนักเกินให้อีก 40 kg. และเราเป็นสมาชิกบัตร? ได้อีกจำไม่ได้ว่าให้เพิ่มอีก 20 หรือ 40 kg. รวมแล้วก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่เที่ยวหลังไปกลับก็เป็นตามระเบียบปกติ มีอีกครั้งตอนเที่ยวกลับสุดท้ายที่เรียนจบ ทางกพ.ที่ลอนดอน ก็เขียนขอน้ำหนักให้อีก รู้สึกว่าได้ค่อนข้างมากเช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

My silent corner 17 : King's college สอบภาษา/คำอธิษฐาน


(ต่อ)...จากการสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษของกระทรวงฯและสัมภาษณ์เพื่อคัดเข้ารับทุนผ่านแล้ว  เป็นเพียงด่านแรกที่บอกให้รู้ว่าเตรียมหาที่เรียนประเทศตามที่ทุนระบุ โดยต้องศึกษาเกณฑ์กพ.สำหรับมหาวิทยาลัยที่จะเลือกไปเรียน ซึ่งเราตกลงกันว่าจะเลือกมหาวิทยาลัยในยุโรป ในที่สุดก็มาลงตัวที่ประเทศอังกฤษ (ทั้งหมดนี้เป็นการเลือกจากสามี ผู้ใหญ่และอาจารย์ เพราะตัวเองนั้นอะไรก็ได้ กลัวจะต้องไปตปท.จะแย่แล้ว)  การ focus เช่นนี้เป็นการดี เพราะจะได้เตรียมสอบภาษาอังกฤษให้แน่นอนไปเลยว่าจะสอบ IELTS หรือTOEFL เพราะหากเลือกไปทางอเมริกาต้องสอบ TOEFL หากเลือกทางยุโรปก็สอบ IELTS แต่เชื่อไหมว่าตอนนั้นเราเองอยู่บ้านนอก เรียนบ้านนอก รู้จักแต่ TOEFL ไม่รู้จัก IELTS งงๆว่าเป็นยังไง เราเงียบไปนานจนคุณปิติกาญจน์ จนท.กพ ที่อยู่ฝ่ายดูแลนร.ทุนโทรมาถามเราว่าไปเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนหรือยัง เราก็บอกว่ายัง (แต่ตอนนั้นคิดแบบโง้โง้ ด้วยว่าทำไมต้องเรียน ต้องเรียนด้วยหรือ) ไม่รู้ต้องเตรียมตัวอย่างไร เธอมีน้ำใจบอกแนะให้ไปเรียนที่ British Council ที่แถวสยามสแควร์ และอีกแห่งที่ IDP สีลม สามีเลือกให้เรียนที่นี่เพราะไกล้บ้านกว่า สามีพ่อยก พาไปสมัครเรียน จัดการให้เสร็จสรรพ์ เราเรียนอย่างเดียว ก็มีหลาย course ให้เลือก แต่เลือกเรียนแบบ รู้จักข้อสอบ IELTS 20 ชั่วโมง 3000 กว่าบาทในตอนนั้น ซึ่งนับว่าแพงนะ เรียนอาทิตย์ละ 3 วันๆละ 2 ชั่วโมง เกือบเดือน คนอื่นเลยเลือกเรียนหลักสูตรอื่นด้วยเช่น writing , reading  etc. เพราะว่าง แต่เราไม่เอา เพราะเราเพียงแค่อยากรู้ว่าอะไรคือการสอบ IELTS เท่านั้น พอเรียนจบ ก็มีการให้ทดลองสอบดู แฮ่ผลน่าจะไม่ดีนักเพราะไม่จำ คิคิ  ตอนเรียนเจอน้องๆในห้องเรียนสนิทกันสามสี่คน คนนึงชื่อตุ๊ก สอนที่ม.ขอนแก่น คนนี้ค่อนข้างสนิทไปไหนๆด้วยกัน เขาสมัครสอบ IELTS สนามจริงตอนช่วงวัน Christmas พอดี นั่นคือเร็วที่สุดที่มีที่กทม.แต่ตุ๊กอยากเลื่อนสอบเพราะเขาทดลองแล้วเขาคิดว่าคงไม่ผ่านในสนามจริง เสียดายเงิน ตอนนั้นค่าสมัครสอบ 3600 บาท (ประมาณ) แต่เราอยากสอบแต่ที่นั่งเต็ม ในที่สุดตุ๊กขอเลื่อนเราลงสอบแทนที่ เสียค่าเลื่อน 500 บาทเราออกให้ตุ๊กในส่วนนี้ ในที่สุดเหลืออีกเกือบเดือนสำหรับเตรียมสอบจริง ซึ่งก็ดีเหลือเวลาน้อยๆ เตรียมน้อยๆไม่เครียดนาน เพราะมากน้อยก็คงได้แค่นั้นล่ะ  ในที่สุดวันสอบมาถึงก็เจอพวกน้องๆมาสอบด้วยเชียร์ด้วย ตุ๊กยังอยู่เรียนภาษาต่อที่กทม.  เข้าห้องสอบตื่นเต้นนะ จำได้ว่าสวดมนต์ก่อนเลย ... เรื่องที่บันทึกข้างล่างนี้เป็นเรื่องปาฎิหารย์หรือไม่แล้วแต่วิจารณญาณ อย่าคิดมากและห้ามเลียนแบบเพราะแต่ละคนคงมีสิ่งสะสมมาไม่เหมือนกัน.......

ทำข้อสอบไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงตอนที่เขาให้ฟังเทปสนทนา เป็นช่วงที่เรากลัวมากที่สุด เพราะขนาดพูดช้าๆยังจับใจความไม่ทันเลย นี่ต้องจับใจความที่เขาคุยกัน จำ ลำดับเรื่อง เช่นใครพบใครกี่โมง ใครเลื่อนนัดแล้วสรุปว่าสุดท้ายว่าใครจะเจอใครก่อน อะไรคล้ายๆยังงี้ ตอบสอบแบบนี้ปวดหัวจริงๆ ต้องแม่น และมีสมาธิมาก ขนาดคุยเป็นภาษาไทยยังงงได้เลย ในที่สุดตอนนี้ขอพึ่งบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และที่บารมีพระที่เราเคารพนับถือ ตอนนั้นนึกออกที่พระนเรศวรมหาราช และหลวงพ่อจรัญ (สิงห์บุรี เคยไปกราบท่าน และสนทนากับท่านมาแล้ว) เลยตั้งจิตแน่วแน่อธิษฐานตอนนั้นว่าขอให้สอบผ่านในครั้งเดียวนี้ ให้เลือกคำตอบได้ถูกต้อง ดังนั้นเมื่อผ่านไปได้สักสองสามข้อทำไม่รู้เรื่องแล้ว หลังจากนั้นใช้วิธี นึกถีงหลวงพ่อจรัญสลับกับองค์พระนเรศวร เลือกจิ้มแบบเดาหมด นี่เฉพาะในส่วนของการฟัง ตรงอื่นใช้สติปัญญาที่พอมีทำเองอย่างจริงจัง

การสอบตอนนั้นมี writing, gramma& structure, reading, listening, และ conversation แต่ละ part ต้องผ่าน และเฉลี่ยรวมที่ King's college  require มาคือ 6.5 และ เฉพาะ writing กำหนด minimum 6.5  อันนี้ตอนนั้นแปลความกันว่า ในแต่ละส่วนต้องผ่านให้ได้เฉลี่ยรวม 6.5 แต่ ไม่ว่าอะไรได้เท่าใด ตอนที่เป็น writing ต้องได้ 6.5....อันนี้ต้องลุ้นเพราะตอนออกมามั่นใจส่วนนี้พอควร เพราะคำถามเป็นการให้อ่านและอธิบายค่าสถิติจากกราฟวงกลมที่ให้มา พวกวิทย์อ่านค่าแบบนี้หมูๆ  อีกอันเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นจากหัวข้อที่กำหนดให้ อีกอันเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ที่จะนำมาใช้สอนแทนคนในอนาคตเห็นด้วยหรือไม่

ในส่วนของ speaking หรือ conversation ก้เป็นเรื่องดวงที่จะเจอคนสอบแบบไหน เราได้ค่อนข้างอาวุโสมากหน่อย ก็ไม่รุ้ว่าดีไหม เขาก็คุยถามทั่วไป เรื่องจังหวัดที่เราอยู่มีอะไรน่าสนใจ เรื่องที่เราตั้งใจไปเรียนเกี่ยวกับอะไร งานที่ทำอยู่ เป็นต้น ก็ประมาณ15-20 นาที ออกมาก็สบายๆ คิดว่าผ่านนะ

สอบเสร็จนัดกลุ่มที่เคยเรียนด้วยกันมาเจอกัน คุยๆกัน กินขนม เสร็จก็ไม่ค่อยมีใครมั่นใจกันนัก แต่เรามั่นใจทุกส่วน ยกเว้น listening นั้น ................กลับบ้าน รอลุ้นผล ไม่นาน ผลผ่านตามที่ต้องการทุกๆประการ ดูแล้วดูอีกไม่เชื่อสายตา เอาให้แน่ใจ ทุกอย่างผ่านตามเกณฑ์ที่ต้องการทั้งหมด สอบครั้งแรกในชีวิต และครั้งเดียว ดีใจสุดๆ เพราะว่าหากให้สอบใหม่อาจไม่ได้ ครั้งนี้ถือเป็นปาฏิหารย์สำหรับเราเพราะเราเตรียมตัวมาน้อย รู้ว่าบางคนที่เรียนด้วยกันเคยสอบมา 2-3 ครั้งทั้งนั้น ได้ตัวนึงไปพลาดอีกเรื่องนึงเป็นต้น แบบเราหากสอบได้ 6.5 ก็จริงแต่ writing ไม่ถึงที่King's require ไว้ ก็คงต้องสอบใหม่ และเราอาจไม่สอบ เพราะไม่ได้มีความพยายามมาก หรืออยากเรียนตปท.มากนัก ทุกด่านที่ผ่าน ดีใจแต่กังวลกลัวลึกๆทุกครั้ง

เรามักจะเล่าให้คนอื่นฟังเสมอว่ามันเป็นปาฏิหารย์ ถึงเวลาและโอกาสที่จะต้องไป ไม่ว่าอะไรก็ฉุดไม่อยู่ รั้งไม่ได้ มันจะผลักไปในเส้นทางที่ต้องไป และไปเจอในสิ่งที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว...............!!!

นอกจากนี้คำอธิษฐานที่เขียนไปในซอง ฝากให้ตุ๊กซึ่งจะไปปฎิบัติธรรมที่วัดของลพ.จรัญไปถวายลพ.ด้วย อันนี้เป็นความมั่นใจในระดับหนึ่งแล้ว เพราะในความตั้งใจที่ได้บอกกล่าวคือจะขอสอบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากไม่ได้จะไม่สอบใหม่ (ให้ลำบาก) อีกเลย อานิสงส์ผลบุญอีกส่วนหนึ่งที่เรานึกได้ในภายหลังว่ามีส่วนทำให้การสอบทุกๆตอนของเราผ่านโดยสะดวกคือ การที่ที่ครอบครัวเราก๋ง ยาย เป็นผู้ตั้งกองทุนและให้ทุนการศึกษาแก่โรงเรียนประจำจังหวัดและโรงเรียนที่เราเคยเรียน มากกว่า x,xxx,xxx บาท ในแต่ละแห่ง เลยมีส่วนผลักดันให้ลูกหลานได้ไปเรียนต่อตปท.โดยไม่คิดฝัน เพราะด้วยเงินของครอบครัวหากเราอยากจะเรียนก็ส่งให้เรียนได้ (แต่ที่บ้านก็ไม่อยากให้ไปตปท. เพราะเป็นลูก หลานคนเดียว) และก็โชคดีด้วยนิสัยของเราในขณะนั้น หากไปแล้วเจอสภาพที่เราเจอในช่วงแรกของการปรับตัว หากเป็นเงินเองก็กลับมาแล้ว แต่นี่เป็นทุนรัฐบาล เลยมีความละอายใจที่หากกลับมาเพราะเท่ากับไปแย่งโอกาสของอื่นแล้ว ใช้เงินภาษีแผ่นดิน แล้วยังไม่มีความอดทน พยายามอีก หลายครั้งนึกตรงนี้เลยต้องอดทนๆๆๆๆ เรื่องเรียนหนังสือไม่ยากมากนัก เพราะชอบเรียน ที่ยากสุดชีวิตคือเรียนรู้คน และต้องอดทนกับคนหลายชาติ ภาษาที่มาในรูปแปลกๆ แล้วจะเขียนต่อไป

ในที่สุดการเตรียมพร้อมส่งข้อมูลให้มหาวิทยาลัยที่เลือกไว้ก็เสร็จสิ้น ส่งหลักฐานผลการสอบให้กพ.และให้ไปที่มหาวิทยาลัยลอนดอน เพื่อขอเข้าเรียนในสาขาที่ได้ทุนคือ Environmental biotechnology

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

My silent corner 16 : ทุนเล่าเรียน /การเตรียมสมัครที่เรียน

เอกสารยืนยันการได้รับทุนจากรัฐบาลไทย ที่ต้องแนบไป

เราไม่รู้ว่าสมมุติหากเราไปเรียนด้วยทุนตัวเอง (ทุนครอบครัว) จะยุ่งยากมากไหมในเรื่องการเตรียมเอกสารต่างๆ  แต่สำหรับเราการสอบชิงทุนไปเรียนต่อนี่ก็เป็นอะไรที่เกินความคาดหมาย การเตรียมตัวก่อนสอบจึงแทบไม่มี เพราะจากวันที่สามีบอกให้เรียนต่อคือวันสุดท้ายของการยื่นสมัคร จึงเหลือการเตรียมตัวไปสอบภาษาอังกฤษที่ส่วนกลางจัดสอบทั่วประเทศพร้อมกันน่าจะไม่เกินเดือน ก็เลยไม่เครียด ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่สมัครแบบเดียวกับเราที่ต้องมาแข่งกันมีกี่คน ก็ดีไม่ต้องลุ้น สามีพาไปสอบ นั่งรอข้างสนามสอบ รายนี้พ่อยก คิคิ สอบเสร็จออกมาไม่รู้หรอกว่าได้ไหม ไม่คิดอะไร นอกจาก try my best  ในที่สุดวันประกาศผลมาถึงบอกสอบข้อเขียนผ่าน ให้เข้าสัมภาษณ์ได้ ก็ไปกทม.อีก คราวนี้ตื่นเต้นเพราะดีใจที่สอบผ่าน และต้องเป็นด่านที่เจอคนสัมภาษณ์ วันสอบก็รู้ว่ามีหลายคนที่เลือกทุนเดียวกัน มีกรรมการสอบเต็มห้องประชุม (จำไม่ได้ว่าที่ไหน) กรรมการโต๊ะละ 3 คน มีชาวต่างชาติ 1 คน หลังจากนั้นไม่นานก็รู้ว่าสอบทุนผ่าน มีสำรอง 2 คน หากเราสละสิทธิ์  ตัดสินใจอยู่หลายวันว่าจะเรียนหรือสละสิทธิ์  ปรึกษาพระอาจารย์ ผู้ใหญ่ สามี  ในที่สุดเรียนก็เรียน

...แต่การเลือกประเทศเป็นเรื่องของเราโดยทุนนี้ให้เลือกประเทศในยุโรป แคนาดา สหรัฐอเมริกา  ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จากการปรึกษาทั้งอาจารย์ตอนเรียนโท พระอาจารย์หลายรูปที่นับถือสนิทกัน  อาจารย์ผู้สอนวิชาโหราศาสตร์ให้เรา และสามี ในที่สุดก็มาลงตัวที่ประเทศอังกฤษ ด้วยหลายเหตุผล (ไม่เคยรู้ว่านี่เป็นลิขิตล่วงหน้ามาประมาณ 3 ปี จะบันทึกคราวต่อๆไป) หลังจากนั้นก็เป็นการเลือกมหาวิทยาลัยในอังกฤษให้ตรงกับสาขาที่รับทุน  ตรงนี้ล่ะยิ่งกว่า shopping อีก สมัยก่อนโน้นไม่มีการสื่อสารที่รวดเร็วมากนัก การเข้าถึงข้อมูลต้องไปที่ศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ธนาคารกรุงเทพ จำสาขาไม่ได้ คิดว่าน่าจะสีลม กรุงเทพ ก็ไปเริ่มต้นที่นั่น สำหรับคำแนะนำ ข้อมูลและเอกสารต่างๆ ได้มาแล้วก็เอามาคลำทางเอง คราวนี้สนุกแต่เครียดกว่าเดิม เพราะต้องตอบไปทางกพ.(คุณปิติกาญจน์) ว่าเลือกประเทศใหน มหาวิทยาลัยอะไรก่อน เพื่อเขาจะดำเนินการทางเขา ซึ่งมีเวลาไม่นานนักสำหรับเด็กบ้านนอก ตจว.ที่ไม่ค่อยประสีประสาเรื่องอะไรเกี่ยวกับตปท.แต่โชคดีมีสามีผู้รอบรู้ เรื่องเลยเร็วเพราะรู้ไปโม้ด สารพัดเหตุผลที่เอามาแจกแจงให้ฟัง ว่าที่ไหนเป็นอย่างไร เลยส่งชื่อมหาวิทยาลัยที่เลือกให้ตรวจสอบ เพราะต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่กพ.รองรับ และ ranking " Top ten " ผ่านแล้วในที่สุดเลือกส่งใบสมัคร กรอกๆๆ ไปยัง 4 มหาวิทยาลัย ที่มีสาขาตรงกับที่ทุนให้เรียนคือ Environmental biotechnology (เทคโนโลยีชีวภาพสิ่งแวดล้อม)  ในที่สุดทั้งสี่มหาวิทยาลัยก็ตอบรับมาทุกที่ ก็เป็นรายการเลือกอีก brain storm กันก็ได้เลือก King's College , University of London  แน่นอนอันนี้ผ่านการตรวจสอบ ความเหมาะสม ความทันสมัย ชื่อเสียงด้านต่างๆ และระบบการศึกษา ตกลงเลือกที่ King's แล้วเรื่องก็ยังไม่จบเรื่องเพราะนั่นเป็นเบื้องต้นเท่านั้น ต้องสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านตามเงื่อนไขของมหาวิทยาลัย คือ IELTS ซึ่งขอที่ เกณฑ์ minimum  6.5 ตายแน่ๆๆ

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

My silent corner 14 : King's college; Thanks ! Tundee


ตราสัญญลักษณ์ของ University of London

ในที่สุดวันรุ่งขึ้นราวบ่ายสามโมงก็รอ Tundee เป็นนัดบอดเพราะไม่รู้คนไหน รอสักครู่เห็นคนๆหนึ่งเดินผ่านเข้ามา และเดินเข้าในห้อง Jeremy เลยเดินตามเข้าไปแล้วถามเขาว่า Are U Tundee? แล้วก็..ไช่เลย เขาน่าจะมาจากอัฟริกา ตัวดำมากกกก ตัวเล็กพูดสำเนียงไม่ขัด และคล้ายๆติดอ่างด้วย  ก็เลยคุยถาม Jeremy ว่าจะต้องทำอะไร ก็สรุปว่าให้เราหาเอกสารอ่านเกี่ยวกับอาหารเลี้ยงเชื้อก่อน และเอาบางส่วนจากทุนดี เขาจะเอามาให้พรุ่งนี้ เราก็ต้องเปรียบเทียบศึกษาอาหารแต่ละสูตร เพื่อเอามาผสมสูตรใหม่ๆที่จะทดลองเลี้ยง  T.aromatica  ขึ้นไปชั้น 4 ตามทุนดีไปดูห้อง lab เขา ก็เป็นแบบเดียวกับชั้น 3 เป็นช่องทางเดินแคบๆ ห้องปิดทุกห้องต้องชะแง้ดูตรงช่องกระจก ถ้าเขาไม่เอากระดาษปิดช่อง แต่เขาก็จะมีชื่อของ Professor ติดหน้าห้อง แต่ชั้นนี้เงียบมากๆๆๆ บรื๋อ! ...เราไม่ชอบท่าทางทุนดีนัก แปลกๆแข็งๆกระด้าง ยังไงไม่รู้ เขาหยิบเอกสารบางอย่างให้ เขาบอกให้เราอาไปถ่ายเอกสารเอง เราขอเอกสารที่ Jeremy บอกไว้ แต่เขาบอกว่าเขาเขาจะให้แค่ ชื่อreference ไปค้นเอาเอง นัดไปเอากับเขาพรุ่งนี้ 11 โมง

...ทุนดี เท่าที่รู้มาเขาไม่ค่อยมา lab เขามีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับการเรียนและ ข้อจำกัดส่วนตัว แทบไม่มีใครคุยกับเขาเลย ดังนั้นการติดต่อกับทุนดี ไม่ไม่ไช่เรื่องง่ายนัก เขาผิดนัดบ่อย ขี้หงุดหงิด เราได้ฝึกความอดกลั้นกับเขาเป็นด่านแรก เพราะเวลาเขาพูดเราฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เคยขนาดบอกเขาว่าเขียนมาให้อ่านดีกว่า ฟังไม่รู้เรื่อง  เขาก็โวยวาย  เราจำได้ว่าเคยหลุดไปครั้งหนึ่งทนไม่ได้ เลยเห็งบไปดังๆบ้าง  กว่าจะนัดเขาได้แต่ละครั้งห่างเป็นอาทิตย์ถึงเดือนทีเดียว สิ่งที่เราต้องเอาความรู้จากเขาคือการเลี้ยงเชื้อในสภาพไร้ออกซิเจน (strictly anaerobic  cultivation) ใน glove box และ ให้ยืม anaerobic jar ทดลองใช้

อันนี้เป็นตัวอย่างของ anaerobic chamber ที่ทุนดีต้องสอนเรา set ระบบ
ที่มาภาพ chem.rochester.edu

ขั้นตอนทุกขั้นตอนที่ต้องทำภายใต้สภาพไร้ออกซิเจน มันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเราหมด และค่อนข้างทรมาณเลยในครั้งแรกนี้ เพราะการสื่อสารกับทุนดีไม่ราบรื่น เราเองก็ภาษายังไม่แข็งแรงนักสำหรับศัพท์ด้าน microbiology ทุกอย่างต้องรีบกลับมาเปิดหนังสืออ่านทำความเข้าใจให้เร็วที่สุด เป็นอย่างนี้เป็นระยะในช่วงปีแรก ประมาณ 8 เดือน หลังจากนั้นก็แทบไม่ได้ติดต่อทุนดีอีก มารู้ข่าวเขาในอีกปีเศษต่อมาว่าหากเขาไม่มาจัดการ lab ให้เรียบร้อย ห้องlab เขาจะถูกปรับเปลี่ยน และในที่สุดเขาไม่มาและไม่มีใครได้ข่าวทุนดีอีก

 สรุปว่าทุนดี เรียนไม่จบ เราจำหน้าชัดเจนของทุนดีไม่ได้แล้วแต่ยังจำน้ำเสียง กิริยาของเขาได้อยู่ แต่ยังไงก็ตามเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเรียนในประเทศอังกฤษ เป็นชาวตางชาติคนแรกที่ทำให้เราเครียดกับการเริ่มต้นเรียนที่นั่น แต่ขอบคุณเขาที่เขาก็ให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง  Thanks ! Tundee

รูป anaerobic jar

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

My silent corner 13 : King's college พบ Jeremy และ T.aromatica




บางมุมของห้องสมุด เขามีหลายมุมหลายตอนมาก ส่วนที่เป็น Journal จะมากจนตาลายไปหมด

(ต่อ)...เราอ่านสิ่งที่ Jeremy ให้มา 100 abstract โดยเขาบอกว่าให้อ่านดูว่าสนใจเรื่องทางไหน..บ่ายของวันที่ 10 พค. ไปตึกเจอ Clare เขาบอกว่า Jeremy ตามหาเราอยู่ ก็งงๆๆว่าหาทำไม ยังไม่ได้นัด เราก็วุ่นวายใจพอควรไม่รู้ว่าจะถามเรื่องที่อ่านหรือเปล่า  เพราะยังไม่ได้สรุปอะไรออกมาจริงจังเลย แต่ Sarah บอกว่าไม่ต้องห่วงหรอก เขาคงถามเพียงว่ารู้อะไรบ้าง ไมถึงกับรายละเอียด....สักครู่ Jeremy มาก้เริ่มซักด้วยประโยคแรกคือ ไปถึงไหนแล้ว ทำอะไรบ้าง ก็ตอบว่า อ่านค้นอย่างเดียว จบแล้วแต่ยังไม่เข้าใจหลายเรื่อง  jeremy หยิบตัวอย่างเชื้อ T จากกล่องกระดาษออกมาเป็นหลอดแก้วปิดหัวท้ายหลอดเหมือนฟิวส์ขนาดเล็กประมาณ 2 นิ้ว เห็นอักษร T เราเลยพูดว่า  T.aromatica อจ.บอกว่า "Yes! นี่เป็นของที่คุณจะทำ"  ว่าแล้วอจ.นัดให้พรุ่งนี้บ่ายสามให้เราไปพบเด็กนักศึกษาป.เอกคนหนึ่งของ Smith ซึ่งอาจต้องทำงานร่วมกับเรา....(นี่ล่ะเจ้าตัวปัญหาคนแรกของเราเลยทีเดียว หุ หุ)




บางมุมของห้องสมุด ชั้นใต้ดินจะมีห้องอบรม มีห้องmedia ต่างๆให้ใช้ แต่เราไม่ค่อยลงไปบ่อยนัก

จากนั้นก็ถามเราต่อว่าที่อ่านเป็นยังไง เราก็บอกว่า ส่วนมากอ่านเจอแต่ Toluene  pathway  และเรื่องราวของ T.aromatica และอ่านไปๆ ก็สงสัยเรื่องหนึ่ง แต่ไม่เป็นไรจะค้นเอง แต่อจ.เขาไม่ยอมบอกว่าให้ถามเขามาเลยว่าสงสัยอะไร ก็บอกว่า เรื่อง competitive PCR (สมัยสิบปีที่แล้วเรื่องนี้ยังไหม่อยู่แต่ตอนนี้ หมูๆแล้ว) อจ.ก็อธิบายให้ฟังซะยาวและแน่นอนส่วนมากฟังไม่รู้เรื่อง และให้ค้นเกี่ยวกับเชื้อที่ให้มาวันนี้ หลังจากเสร็จก็ไปห้องสมุดค้น Journal  ครั้งแรก Journal ของเขามากจริงๆ ก็ได้ที่ Jeremy ต้องการ จน 3 ทุ่ม กลับหอ

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

My silent corner 12 : เริ่มต้นการเรียนใน King’s college

(ต่อ..)  เนื่องจากทุนที่เราสอบเป็นทุนที่ให้มาเรียนในสาขา biotechnology (เทคโนโลยีชีวภาพ) เป็นทุนของ World Bank สอบข้อเขียน แล้วสอบสัมภาษณ์ การเลือกเรียนจึงต้องระบุสาขาให้ตรงกับทุน ตอนสัมภาษณ์มีคนต่างชาติมาสัมภาษณ์ด้วย เขาจะเป็นคนถามด้านวิชาการที่เราสนใจจะไปเรียน เราเลือกเรียน Environmental biotechnology มี 4 มหาวิทยาลัยใน UK ที่สมัครไปตอบรับ ปรึกษาหลายคนมาก รวมทั้งอาจารย์ที่มอ.ที่สอนเรามา อาจารย์ที่เรียนจบที่ UK  ในที่สุดมีเสียงเอกฉันท์ให้เลือกที่นี่ King's college, University of  London และตอนที่เรียนปริญญาโทเราเรียนสาขา Biochemistry (ชีวเคมี) โดยเป็น research program ดังนั้นเมื่อมาต่อปริญญาเอกเขา require research program หากไม่เคยทำวิจัยมาก่อนเขาไม่รับ และหากจะเรียนก็ต้องเริ่มที่ป.โทใหม่ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องมี course work แต่นักศึกษาป.เอกทุกคนต้องเรียนวิชาที่เขาให้เลือก 3 วิชา ภายใน 2 ปีแรก ไม่มีหน่วยกิตเพียงแต่แจ้งไปยังสาขาว่าเราเลือกหัวข้ออะไร วิชาที่ให้เลือกมีเยอะมาก แต่เราต้องรู้เองว่าเราจะเอาความรู้ในวิชานั้นๆมาใช้กับตัวเราอย่างไร อันนี้ไม่เป็นปัญหาส่วนใหญ่นศ.ต่างชาติที่ภาษาไม่แข็งแรงมากนักต้องพักฟื้น ปรับหู ให้ชินก่อน จึงไม่เรียนทันที มักไปเริ่มเรียนเทอม 2  เราก็เช่นกัน ช่วงแรกขอปรับการฟังให้มากหน่อย เขาพูดเร็วมาก สำเนียงเพราะแต่ไม่คุ้นหู เพราะส่วนมากสมัยก่อนเราเรียนคุ้นกับสำเนียงแบบอเมริกันมากกว่า


ชั้นล่างของตึก มองขึ้นไปซ้ายมือชั้นสองเป็นห้องสมุดทั้ง floor ตอนหน้า

เมื่อ supervisor Jeremy เอาเอกสาร 50 หน้ามาให้ศึกษา บอกว่าให้เอาไปดู 1เดือน แล้วคิดว่าสนใจงานลักษณะไหน เราก็เอากลับมาห้องพักอ่าน ช่วงต่อจากนี้สามีกลับไทยแล้ว link มาอยู่ 7 วัน คราวนี้ก็ home sick แม้ว่าตอนที่ไปอายุจะมากแล้ว ไม่ไช่วัยแรกรุ่น เป็นวัยกลางคน แต่อาการ home sick ห้ามกันไม่ได้จริงๆ ร้องๆๆๆๆอย่างเดียว เห็นเครื่องบินๆผ่านหอพักทุกวัน วันละหลายเที่ยวบิน แหงนมองส่งใจกลับไทย ถ้าเหาะ เวป ได้จะกระโดดเกาะเครื่องบินทุกวัน ทุกข์และเศร้ามากๆๆๆ ยากที่ใครจะเข้าใจว่าทำไมต้องเศร้าขนาดนั้น ส่วนมากเขาคงดีใจที่ได้มาอยู่กลางมหานครลอนดอน อะไรๆก็ตื่นตาไปหมด แต่เรากลับหดหู่ ไม่เคยเห็นดอกไม้สดใสเลย เป็นเช่นนี้เกือบ 2 ปี หลังจากนั้นอาการนี้ก็หายไปเพราะมีเพื่อนบ้าง รู้อะไรๆเพื่มขึ้น ที่สำคัญมีเรื่องเครียดที่ต้องใส่ใจและแก้ปัญหามากกว่าจะมานั่งคิดถึงบ้านคือเรื่องเรียน

ตอนแรกสงสัยมากว่าเอกสาร 50 หน้าทำไมให้เวลามากจังตั้งเดือน อ่านอาทิตย์เดียวก็จบ ปรากฎว่าเมื่อเริ่มตั้งใจอ่านเปิดดู ทุกหน้าที่ให้คือ abstract บทคัดย่องานวิจัย หน้าละ 2 เรื่องแสดงว่ามี100งานวิจัย และที่สำคัญคือ font ที่พิมพ์เล็กมาก ก็เลยเข้าใจเพิ่มขึ้นว่าจริงๆคือ 100 หน้า 100เรื่อง แต่ก็น่าจะ 10 วันอ่านจบ  เมื่อเริ่มอ่านปรากฎว่าตั้งใจ สนใจอ่านมาก scan วันเดียวจบ 50 หน้านั้น โดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยที่อ่าน นอกจากเรื่องไหนที่เป็นเคมี ชีวเคมีจะรู้เรื่องบ้าง แต่บางเรื่อง(ส่วนมาก) ไม่รู้อะไร มันเกี่ยวกับพันธุศาสตร์เพราะรู้ศัพท์ เราเป็นคนที่ค่อนข้างแม่นศัพท์ทางวิทยาศาสตร์พอควร จำได้มาก แต่ไม่สามารถอ่านเอาเรื่องได้เพราะที่เห็นนั้น ไม่เข้าใจเลย มันเป็นเรื่องอะไร ก็เลยถึงบางอ้อ ว่าทำไม jeremy จึงบอกว่าให้อ่านเป็นเดือน ในที่สุดตั้งสติใหม่ ค่อยๆอ่านเรื่องที่เข้าใจง่ายก่อน ขนาดเข้าใจง่ายยังอ่านแล้วอ่านอีกแค่บทคัดย่อ ไม่น่าเชื่อ ในที่สุดเหลือที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็พยายามดูว่ามันเป็นเรื่องสาขาไหนกันแน่ ทำไมมันแกะไม่ออก สุดท้ายก็เข้าห้องสมุดค้นอะไรๆที่ไม่เข้าใจ ค่อยๆแกะ แคะ ในที่สุดก็เหลือที่สุดๆ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร โดยรวม ในที่สุดใช้เวลาทั้งหมด 2 สัปดาห์ อ่านแล้วอ่านอีกคิดว่าน่าจะพอแล้ว ตัดสินใจว่าจะนัดเจอ Jeremy อีกครั้ง เจอทำอะไร?? งงๆๆ

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

My silent corner 11 : วันแรกที่เข้าใน King’s college 2

  My great supervisor; Jeremy R Mason

Professor Dr. Jeremy  R. Mason คนกลางภาพ สูทเทา ท่ามกลางลูกศิษย์

 ที่มาภาพ : http://www.kcl.ac.uk/kis/schools/life_sciences/life_sci/EBK/EBKtext.html

จากตอนที่แล้ว...เมื่อเราเข้าใน King's college วันแรก ทุกอย่างตื่นเต้นไปหมด เพราะเป็นอะไรที่ไม่คาดหวังในชีวิตว่าต้องมาเรียนตปท.เพราะไม่ชอบไกลบ้าน แม้จะมี signal บางประการล่วงหน้าประมาณ 3 ปี ไว้ค่อยเขียนวันหลัง เอาเป็นว่า Rojer Miles พาเราไปที่ห้องพักนักศึกษา เพื่อรอเวลา Jeremy มา ระหว่างรอครู่ใหญ่ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วมองๆเรา แล้วส่งเสียงทักเราก่อนว่า Are u Thai ? เมื่อตอบว่าไช่ ก็พูดไทยทันที เธอเป็นนักเรียนไทยคนแรกที่เรารู้จักที่นั่น เธอชื่อ "เป้า" เป็นเด็กของ Rojer Miles  เป็นนักเรียนทุนของม.นเรศวร แต่ได้ทุนมาแบบไม่เต็ม ส่วนเกินเธอต้องจ่ายเองหมด ดังนั้นเป้าจึงทำงาน part time เป้าเป็นตัวอย่างที่ดีของความอดทนหลายอย่างที่เราได้เรียนรู้ เธอเป็นความอบอุ่นในช่วงแรกของการไปอยู่ที่นั่นของเรา เพราะเธอแนะบอกอะไรๆที่เราควรรู้คามแบบฉบับของเธอ เพราะความที่เธอต้องเป็นคนดูแลตัวเองทุกอย่าง เธอจึงเป็นคนที่เชื่อมั่นตัวเองและแข็ง พูดตรงมาก วันหลังจะมาบันทึกเรื่องของเธอและเราอีก...เธอเล่าให้ฟังว่าที่นี่มีนักเรียนไทยนับเราแล้ว 3 คน full time และอีก 1 คน part time ไปๆมาๆปีละ 2-3 ครั้งแล้วค่อยแนะนำให้เจอกัน

สักครู่หนึ่ง Jeremy ก็แวะมาดูเรา ก็เลยตามไปคุยด้วยที่ห้องพักอาจารย์ เป็นห้องเดี่ยวกว้างตื้น sofa นุ่มเตี้ยมากนั่งแล้วตัวจมไปเลย เริ่มต้นเขาก็ถามเรื่องวันหยุดว่าทำอะไรบ้าง แล้วก็ถามเราว่าเราสนใจด้านไหน ก็ตอบไปเหมือนที่เคยเขียน proposal 10 หัวข้อที่ส่งมา เพียงแต่ที่ค้างคาใจเราคือสาเหตุของความตั้งใจที่อยากจะทำวิจัยในเรื่องของกลิ่นจากโรงงานยางพาราที่เหม็นมาก เราอยากจะหาวิธีการกำจัดกลิ่นเหล่านั้น เพราะเยื้องๆมหาวิทยาลัยที่เราอยู่มี 2 โรงงานทำให้เกิดปัญหาจนเคยมีการประท้วงของนศ.และอาจารย์ที่หน้าศาลากลางจังหวัดมาแล้ว เพราะอุตสาหกรรมจังหวัดและหน่วยงานสวล.จังหวัดละเลย และเราอยู่ภาคใต้ที่มีการปลูกยางพาราและรง.ยางมีทุกแห่ง หากแก้ปัญหาได้คงดีไม่น้อย

 Jeremy ก็ฟังเรื่อยๆ และในที่สุดอจ.ส่งเอกสารมาให้ 1 ชุด 50 หน้า บอกว่าให้ไปอ่าน 1 เดือนแล้วมาสรุปให้ฟังว่าจะทำอะไร สนใจอะไร คราวหน้าจะมาเขียนว่า เอกสารปึกนั้นคืออะไร??? ทำไมแค่นั้นต้อง 1 เดือน จากนั้นก็พาเราไปดูห้อง lab ว่ามีหน้าตาอย่างไร  lab ของเราคือ 3.123 Microbiology group, School of Health & Life Science และมีนักศึกษาอยู่ในนั้นแล้วบ้าง ก็แนะนำให้รู้จัก ค่อยเขียนวันหลัง และให้เราหาที่ที่จะนั่งเองในห้องนั้น อะไรๆก็ยังไม่คุ้น ได้แต่ฟังๆๆอย่างเดียว ขนาดฟังสำเนียงอังกฤษของอาจารย์ก็ไม่คุ้น แล้วสำเนียงพูดของบ้านนอกอย่างเราอจ.ก็ไม่น่าจะคุ้น คิดย้อนหลังแล้วสงสารตัวเองและสงสารอจ.เหมือนกัน ฮิๆ อันนี้ใช้เวลาปรับตัวนานพอควรเกือบครึ่งปี จึงฟังทุกอย่างได้ และพูดได้ดีขึ้น ตอนไปสอบ IELTS ได้ 6.5 สอบครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต (เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ยากจะเชื่อ เป็นเรื่องแรงอธิษฐาน ค่อยเขียนบันทึกเมื่อถึงเวลาที่เหมาะ)

ด้านที่หันมา หน้าต่างชั้น 3 (นับจากล่างสุดก็ชั้น4) เป็นห้อง lab ของ research group เรา ตลอดแนว 4 ช่องหน้าต่าง


จากนั้นอจ.บอกตารางนัดพบว่าของเราเป็นทุกๆวันอังคารบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมงเป็นเวลาพบอาจารย์ เรามารู้ภายหลังว่า Jeremy เป็นคนที่ strict มากเรื่องเวลาและเป็นคนที่จัดการเวลาของลูกศิษย์ในการดูแลของเขาได้เข้มงวดมาก ทุกคนจะมีตารางนัดพบส่วนตัวหากมีปัญหาอะไรไปคุยได้เพราะชั่วโมงนั้นจะเป็นของคนๆนั้น แต่หากมีปัญหาในระหว่างนอกช่วงเวลาก็เข้าไปถามได้เช่นกัน หากไม่มีปัญหาก็ไม่เป็นไร ก็มาเรียนรู้ภายหลังอีกว่านั่นคือสิทธิและโอกาสที่เขาให้ทุกคนเท่ากันแล้วแต่จะใช้หรือไม่ เพราะ Jeremy เป็นคนเก่งมากและมีงานเยอะมาก ค่อยเขียนสรุปถึง Jeremy อีกครั้ง เกี่ยวกับการจัดการ lab และ research group ของเขาที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ group ของเขาใหญ่และมี research fund มากที่สุดคนหนึ่งของ UK เลยทีเดียว เราโชคดีมากที่โดยบังเอิญได้เข้ามาใน group ที่แข็งมาก แต่ขณะเดียวกันชีวิตไม่ได้สบายเลยภายใต้คนเก่งจากทุกทิศใน lab นี้ แล้วจะทยอยๆลง ...ขนาดบอกใครๆหลายคนว่า นรกมีจริงๆ ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะพิสูจน์ตัวเองและทำตัวให้เข้มแข็งเพื่อที่จะสู้กับคนเก่งใน lab นี้ แต่มันเป็นรสชาติของชีวิตที่เปลี่ยนหลายอย่างในตัวเรา ทำให้เราแกร่งขึ้น smart ขึ้น และสุขุมขึ้นเช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

My silient corner 10 : วันแรกที่เข้าใน King’s college

My first time in King’s college




ด้านหน้าของมหาวิทยาลัย 3 ช่องกลางที่เห็นคือช่องทางเข้า ช่องแรกจะเป็นช่องที่มี security ตรวจบัตร ช่อง 2-3 เป็นประตูหมุนที่ควบคุมโดย security เช่นกัน
 ที่มาภาพ : http://www.scribblers.co.uk/blog/tag/ssi/

รออยู่ประมาณ 4 วันผ่านเทศกาล Easter ของเขา วันนี้เป็นวันแรกที่มหาวิทยาลัยเปิด เราตื่นเต้นมากจะได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยเสียที จินตนาการไม่ออกจริงๆที่ตึกข้างนอกเท่าที่ดูทันสมัย ใหม่ สะอาด เมื่อเทียบกับอีกอาคารที่อยู่ติดกันมันดูเก่าแก่ โบราณ สวยด้วยศิลปะแบบยุโรป แต่คงไม่ค่อยชอบหากข้างในเป็นแบบนั้นเพราะน่าจะดูน่ากลัวๆ  มหาวิทยาลัยอยู่ตึกตรงกันข้ามกับหอพัก เพียงแค่เดินข้ามถนน ด้วยความที่คิดว่าเป็นแบบไทยๆคือ 8.00 am. ควรมีคนไปกันแล้ว ปรากฎว่ามันไม่ไช่อะไรที่คิด


บนซ้าย  ประตูหมุน  ขวา  หน่วยรักษาความปลอดภัยด้านหน้า ทันสมัย กล้องวงจรปิด ระบบ scan กรณีสงสัย

รูปสีสวยนี่เป็นจากประตูเข้า เป็นทางเดินแรกภายใน สุดทางเลี้ยวขวาเพื่อขึ้นลิฟท์

ตอนเดินเข้าตึกครั้งแรกก็งงๆ ประตูเป็นแบบช่องหมุนกลมๆแบ่งเป็นสี่ช่องต้องเดินดันตัวเข้าไปในช่องใดช่องหนึ่งที่หมุนออกมาตรงกับเราพอดีแล้วเหวี่ยงตัวเข้าไป คนอื่นก็รอจังหวะของตัวเองเหมือนเล่นเกมส์ชิงเก้าอี้เลย แต่เราไปเช้าประตูนี้ยังไม่เปิด ให้เข้าประตูปกติที่ผ่านเข้าช่องตรวจของจนท.รักษาความปลอดภัยของตึก (security) เพื่อดูบัตร แต่วันแรกเรายังไม่มีบัตร ไม่มีอะไร นอกจากเอกสารที่มหาวิทยาลัยรับตัวเรา เราก็อธิบายให้เขาฟัง เขาก็ให้เข้าไป จนท.ของที่นี่ส่วนมาก 95% เป็นคนผิวดำสนิท อยู่ไปๆก็รู้จักกันหลายคนเพราะเขาต้องเดินตรวจตึกทุกคืน พวกเราก็อยู่ทำ lab แต่เขาไม่มีสิทธิเดินเข้ามาในห้อง lab เป็นที่รู้กัน ยกเว้นกรณีสัญญาณไฟไหม้ดัง ประตูทุกประตูจะคลาย lock ออกเองโดยอัตโนมัติแปลกมาก ยามก็จะเข้ามาตรวจว่าไม่ให้มีคนอยู่ หรือแอบอยู่ในห้อง lab เลย (มีพวกเราเคยแอบ ไม่อยากลงไปเพราะงานค้าง) ค่อยเขียนเล่าวันหน้า


ตึกที่เห็นทั้งหมดสามชุดใหญ่ คือKing's college ตึกสีแดงหัวมุมโบราณมากเชื่อมกับ ตึก Franklin ตึกด้านล่างที่เห็นเป็นอีกส่วน เราปฐมนิเทศที่นี่

ผ่านเข้าในตึกทำให้รู้ว่าตึกเรียน modern แห่งนี้ชื่อว่า Franklin-Wilkins Building (Part of King's College London's Waterloo campus) ตึกนี้และชื่อนี้มีประวัติน่าสนใจ ค่อยเขียนอีก เดินเรื่อยๆ ตื่นตาตื่นใจกับอะไรที่เห็นทันสมัยดี เห็นทางขึ้นห้องสมุดแต่ยังไม่เดินขึ้นไป เลี้ยวไปขึ้นลิฟท์


 Top view ของตึก จะเห็นว่าลึกพอควร


Exterior of the Franklin-Wilkins building on Stamford Street

ลิฟท์ที่นี่ตัวใหญ่กว้างแบบของรพ. ก็มารู้ภายหลังว่าที่คิดว่าใหญ่นี่ยังเล็กในเวลาต่อมาเราะเราต้องใช้ลิพท์นี่ใส่รถเข็นขนสารจากชั้นใต้ดินขึ้นไป กดลิฟท์ตามที่ยามบอก ชั้น 3 พอลิฟท์จอด จะออกจากลิฟท์ก็มีเสียงใสๆตามมาทันทีว่า "Third floor" เดินออกมา ตึกเงียบมากจนน่ากลัว เดินไปเรื่อยๆดูภายในเป็นตึกสีขาวประตูขาว บานใหญ่ๆทั้งนั้น มีทางเดิน main เท่านั้นที่เปิดโล่งมองตลอดได้ ส่วนทางแนวขวางตึกจะมีประตูบานใหญ่หนักปิดกั้นมีช่องกระจกเล็กๆให้มองเข้าไปเหมือนห้องพักรพ.ก็จะเห็นทางเดินยาวอีกในแนวขวาง เราเรียกภายหลังว่า corridor lab เรา ( Biotechnology ) อยู่ corridor D,  lab biochemistry อยู่ corridor B เป็นต้น ช่องใครช่องมัน ในแต่ละ corridor แบ่งเป็นด้านซ้ายขวา ทางเดินค่อนข้างแคบ ต่างจาก main เยอะเลยที่กว้างมาก  ห้องแต่ละห้องปิดสนิท ไม่มีห้องแบบเปิดเลย มีป้ายชื่อและเลขห้องกำกับไว้ ซึ่งพอสุดทางขวางจะออกไปอีกเลี้ยวหนึ่งจะเจอประตูหนักๆแบบนี้อีก ภายหลังก็รู้ว่าประตูหนักๆพวกนี้คือ fire door ที่ปกติต้องใช้มือดัน ตะโพกดัน ตัวดัน เวลาถือของสองมือและต้องการผ่าน และเสียงจะดังแบบ ปึงปังๆๆ เวลาคนผ่านแต่ละด่านเข้ามาเราจะรู้แม้ว่าอยู่ในห้อง lab เราก็เดินผ่านประตูนี้เข้าไป เพื่อหาห้องพักของอาจารย์ผู้เป็น supervisor เราคือ  Professor Dr. Jeremy  R. Mason ซึ่งต่อไปจะเล่าเรื่องอาจารย์เก็บไว้ในนี้เป็นระยะ มีเรื่องที่ไม่คาดคิดของอจ.พอสมควร และอาจถือเป็นโชคดีที่ได้มีโอกาสอยู่ในกลุ่ม research lab ของอจ. บางครั้งคนเรากว่าจะรู้ตัวว่าเราได้โอกาสดี ได้สิ่งที่ดีมากแล้ว ก็ต่อเมื่อผ่านไปหรือมีการเปรียบเทียบหรือมีการบอกเล่า เราก็เช่นกัน ขณะที่เรียนในปีแรกก็มีแต่ why ?? เช่น why so strict ? กว่าจะรู้ตัวว่าโชคดีที่อยู่ใน lab biotech ที่ทันสมัยและดีที่สุดที่หนึ่ง ก็เมื่อมีนศ.กลุ่มอื่นๆมาขอใช้อุปกรณ์ และบ่นถึงกลุ่มของเขา และการจัดการในกลุ่มที่ต่างกันมาก เอาไว้แยกเขียนเรื่อง lab ของ jeremy ภายหลัง เราเรียกอจ.ว่า Prof.Mason เสมอ ในขณะที่เด็กต่างชาติอื่นๆจะเรียกว่า Jeremy ในนี้เราก็จะเรียกว่า Jeremy ก็แล้วกัน

เดินเข้ามาหาห้องพักอาจารย์ ก็เจออยู่ต้น corridor นี่เอง (ตรงข้ามห้อง lab ของ group ไว้ค่อยเขียนเรื่องการแบ่ง research lab ของที่นี่ ) มีห้องเยอะเลยใน corridor  ด้านห้องพักมี 6 ห้อง ห้องหน้ากว้างแต่ตื้น ด้านห้อง lab มี 2 lab ใหญ่ (2 research group)  แต่มีห้องเครื่องมือ และห้องสำหรับ autoclave อย่างเดียว และห้อง อุปกรณ์เฉพาะทางอีก 1 ห้อง (ภายหลังก่อนเราจบ set เป็น Genome lab ที่ทันสมัยมากแห่งแรกในUK เลยทีเดียว) ทันได้ใช้ 1 งานคือ RT -PCR

เดินไปมาตรงแถวนั้นเพราะเข้าห้องไหนก็ไม่ได้ มีระหัสหน้าห้องล็อกหมด ระหว่างคิดว่าจะทำไงดี ก็เจออจ.คนแรกในตึกต่างคนต่างมอง แล้วอจ.ก็พูดถามก่อนว่ามาหาใคร เราบอกว่า Prof. Mason อจ.ยิ้มแล้วบอกต่อเลยว่า ที่มาจากไทยไช่ไหม เราบอกว่า ไช่ งง! ว่าอจ.รู้ได้ไง อจ.ไม่ปล่อยให้งงนาน ก็บอกว่า Prof. Mason บอกไว้และกลุ่มผมมีเด็กไทยคนหนึ่งด้วย ชื่อ "เป้า pao" เขาก็บอกผมว่าเขาจะมีเพื่อนไทยมาแล้ว (เพราะที่นี่ภายหลังเพิ่งรู้ว่ามีคนไทย 3 คนเรียน full time อยู่คนละกลุ่ม อีกคน part time เป็นเภสัช) อจ.ท่านนี้ชื่อ Dr.Rojer  Miles ใจดี polite (อจ.เสียชีวิตในปีที่เราอยู่ปีที่2 ค่อยเขียนอีก) อจ.ก็บอกว่า คงต้องรอหน่อย แล้วก็พาเราไปที่ห้องพักอยู่นอก corridor ด้านหลัง..........เขียนตั้งยาวยังไม่เจอ Jeremy เลย คราวหน้าก็แล้วกัน  และในระหว่างนี้สามีที่มาส่งก็ออก survey by his own ไปก่อน

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

My Silent corner (6): Around King’s college-Covent garden


(ต่อ) เพราะช่วงนี้เป็นเทศกาล Easter มหาวิทยาลัยยังปิดอยู่ ใช้โอกาสนี้กับสามีสำรวจรอบๆบริเวณ (แต่ช่วงนั้นตลอดเวลาไม่มีความสุขเลย แอบกลัวลึกๆ ตลอดว่าต้องใช้ชีวิตคนเดียวที่นี่ และ จะเรียนยากลำบากขนาดไหน เป็นความกดดันลึกๆ ที่ซ่อนอยู่) โชคดีที่มีสามี (เรียก link) ที่แสนจะไฝ่รู้ และชอบเรียนรู้เส้นทางมากๆ พาสำรวจ สอนการเปิดแผนที่ดู zone ต่างๆใน London อธิบายให้ฟังอะไรเป็นอะไร พาไปซื้อตั๋วเดินทาง แบบ travel card ที่ waterloo  


จากนั้นวันถัดมาก็เป็นการเดินสำรวจรอบๆ King’s college เพื่อดูว่ามีอะไรบ้าง ไปไหนมาไหนอย่างไร  link พาไป Covent garden ซึ่งแค่เดินข้าม Waterloo bridge (แม่น้ำเทมส์) ที่อยู่ข้างมหาวิทยาลัย ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที ระหว่างเส้นทางได้เรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นเพราะความกังวล ความกลัวที่ซ่อนลึกทำให้ไม่มีความสุขเลย นึกหลายครั้งนี่ถ้าเป็นคนอื่นที่ได้มาลอนดอนเช่นนี้คงสุข สดชื่นเหมือนยืนบนเนินเขา แต่เราไม่ไช่ ความสุขที่จะได้เรียนนั่นแน่นอนว่าชอบที่จะได้เรียนอะไรใหม่ๆ แต่การอยู่โดดเดี่ยวในตปท.เป็นเรื่อง น่ากลัวของเราจริงๆ

 เมื่อเดินไกล้ทางเข้า covent garden จะเห็นภาพเหล่านี้เป็นระยะๆ ที่จะมีคนแต่งตัวแปลกๆ มายืนในอิริยาบทต่างๆ ตอนเห็นครั้งแรกก็งงๆ ว่าอะไร?  เราไปขอถ่ายรูปได้ หากเราให้เงินวางในหมวกหรือภาชนะที่วางไว้เขาก็จะเปลี่ยนท่าเคลื่อนเหมือนตุ๊กตาไขลาน

The stunning facade of St Paul's, Covent Garden, designed by Inigo Jones as part of a commission by Francis Russell, 4th Earl of Bedford in 1631

เดินเข้าไปจะมี ตลาดที่เห็นคือ apple market ให้ shopping มีของมากมายที่ให้เลือก แต่ราคาไม่ต้องพูดถึงมีตั้งแต่ค่อนข้างแพง ถึงแพงมาก มีทั้งส่วนที่เป็นร้านที่อยู่ด้านข้างตลอดแนวและร้านค้าที่ขายพวกเทคโนโลยีพวก gadget shop ร้านคอมพิวเตอร์ Apple ที่สวยหรูก็ที่นี่ (รูปคราวหน้า)





Covent Garden is a London Underground station in Covent Garden. It is on the Piccadilly Line between Leicester Square and Holborn. The station is a Grade II listed building,[2] on the corner of Long Acre and James Street. It is in Travelcard Zone 1.
เป็นสถานีที่แปลกและน่ากลัว สำหรับเราใช้บริการสถานีนี้ไม่กี่ครั้งเพราะไม่ชอบบรรยากาศทึมๆในอุโมงค์ลึกที่ต้องลงไป ใช้ลิพฟ์ขึ้นลงสถานีเพราะอยู่ลึกลงไปเนื่องจากแถวนี้อยู่ไกล้แม่น้ำ



ครั้งเดียวย่อมไม่จบสำหรับ ที่นี่ ตอนหน้าเขียนต่ออีก

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

My Silent corner (5): My accommodation in London 2 / Waterloo Station


(ต่อ) ช่วงที่มาถึง London เป็นเทศกาล Easter ของเขา (เมษายน)  ดังนั้นในหอพักปีกที่อยู่เลยเงียบๆอยู่ยังไม่เห็นใคร และช่วงนี้รู้สึกว่าน่าเป็นช่วงวันหยุดของนศ.ป.ตรี หอเลยเงียบ ตอนจองหอพักระบุเป็นหญิงล้วน และ no smoking  เมื่อจัดของและบรรจุของที่เอามาจนแน่นห้อง เหลือกระเป๋าที่บรรจุของแห้งไว้เพราะใส่ในห้องไม่หมด หุ หุ  จากนั้นเลยว่าง ก็ออกสำรวจรอบๆหอพัก หาแหล่งอาหาร เดินไปดูสถานีรถไฟ Waterloo (ที่ใหญ่มาก) The Waterloo Station, a large rail terminal. ชั้นล่างเป็น Eurostar สำหรับเดินทางไปฝรั่งเศส




Waterloo station  ในเส้นทางที่เราใช้เดินทางตลอด 3 ปี ตรงตำแหน่งนาฬิกานั้นคือ Burger King ที่เราแวะตอนเช้าหลายครั้งเพื่อซื้อ onion ring หุ หุ 35p แล้วก็มุดลงกระไดสถานีตรงกลางภาพ เดินลอดอุโมงค์ไปผ่านใต้ imax โผล่ขึ้นตรงข้างสะพาน waterloo ขึ้นบนฟุตบาท เดินอีกนิดก็เข้ามหาวิทยาลัย

รูปตั้งเป็นทางขึ้นจากอีกด้าน สถานีนี้มีทางขึ้นลงหลายช่องมาก เคยหลงหลายครั้งโผล่ออกไปเป็นงง รีบย้อนกลับ หาช่องลงใหม่ กว่าจะคุ้นเคย มึนไปหลายตลบ  เมื่อหอพักอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัย และอยู่ไกล้สถานีรถไฟ การไปไหนเลยสะดวก แต่การเดินทางโดยรถเมล์ต้องเดินไกลหน่อย กว่าจะถึงป้าย ป้ายหน้ามหาวิทยาลัยเป็นป้ายเส้นทางที่เราไม่ใช้
 ตอนนี้แสดงเส้นทางและสถานที่รอบๆหอพัก ก็คือรอบมหาวิทยาลัยนั่นเอง


ล่าง: ที่เห็นแวปๆ กลมๆคือ โรงภาพยนต์สามมิติ IMAX ที่เขียนว่า BFI IMAX ตั้งอยู่หัวถนนฝั่งมหาวิทยาลัย (ที่หมุดแดงปักอยู่) ถัดลงมาก็เป็นสถานีรถไฟ



นี่ก็เห็นเส้นทางจากมหาวิทยาลัยไปสถานี เช่นนี้ทุกวัน



วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

My Silent corner (3): เจอซุป... ที่ไม่ไช่แกงจืด


Arms of King's College London

ขั้นตอนการติดต่อระหว่างเรากับมหาวิทยาลัย ในช่วงยื่นเอกสารต่างๆ เช่นใบรับรองต่างๆ หัวเรื่องที่สนใจศึกษา (อย่างน้อย 10 หัวเรื่อง)  และ concept paper ต้องถูกยื่นไปก่อน และทุกอย่างผ่านทาง email ทั้งสิ้น (ตอนนั้น การใช้ electronic mail เพิ่งเข้ามาไม่นาน) เอกสารต่างๆของมหาวิทยาลัย จะถูกส่งมาทางไปรษณีย์ทั้งสิ้น เมื่อทุกอย่างลงตัว ทั้งเอกสารจากกพ. ตั๋วเครื่องบินของการบินไทยที่กพ.จัดการให้  ใบรับรองแพทย์จากศิริราช  เอกสารการตอบรับจาก University of London แล้วก็ถึงเวลาไปผจญภัย ไม่มีใครรู้หรอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ทรมานจริงๆ กลัวการจากคนที่เรารักและรักเรา เกิดรักประเทศไทยสุดขีดว่างั้นเถอะ แต่ในที่สุดก็อยู่บนเครื่องบินจนได้ 11 ชั่วโมงเศษ นั่งอ่านโน่นนี่ ดูภาพยนต์ ฟังเพลง เขียน postcard ที่มีให้บนเครื่อง ทำทุกอย่างเพื่อให้หายเครียด ยกเว้นนอน ไม่ยอมนอนแน่นอน ในที่สุดก็ถึงเวลาเครื่องลงจอดสนามบิน Heathrow ตอนเช้า

ผ่านออกมาจากด่านตรวจ รับกระเป๋าใบโตมากมาย เดินตามๆคนที่เดินออกมา แล้วก็ต้องมองหา supervisor ที่บอกว่าจะมารับ เป็นนัดบอดเพราะเห็นรูปอาจารย์ทางinternet  มองดูป้ายชื่อที่มีคนยกชูมากมายว่าจะมีชื่อเราไหม  แป่ว ! ไม่มี เดินออกมาจากจุดนั้นอย่างงงๆ แล้วคนไหนเอ่ย sup เรา ในที่สุดก็เห็นชายร่างสูงมากเดินตรงมาที่เราแล้วก็ถามว่า Are you…mie?  ดีใจจัง !! yes I’m …

ไชโย !! ที่ไม่หลงแล้ว สงสัยหน้าตาเราคงมีเอกลักษณ์ของเอกสตรีแน่เลย มาถึงลอนดอนยังถูกแยกออกอีก ว่าแล้วเดินตามอาจารย์ไป เห็นรถของอาจารย์ที่มารับแล้วแอบตกใจไม่อยากนึกเลยว่าเราจะมีที่นั่งตรงใหน เป็นรถสปอร์ตสวยเพรียว เหลืองสดมาก ในที่สุดก็ออกรถได้โดยมีกระเป๋าใบกลางตั้งบนตักเราเอง ทั้งรถอัดแน่นด้วยกระเป๋า รถนี้คงทำงานหนักแบบนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว .he! he!..

นั่งรถอาจารย์ด้วยความอึดอัดในรถ ไม่รู้จะพูดอะไรดี กลัวก็กลัว แต่ sup ก็ชวนคุย แม้ว่าจะฟังยากเพราะพูดเร็ว และสำเนียงของอังกฤษแท้ เจอกับเราที่อังกฤษยังไม่แข็งแรงเลย แม้จะสอบผ่าน IELTS ที่ 6.5 ผ่านเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ก็ตาม (สอบครั้งแรก และครั้งเดียว แม้ว่าคะแนนไม่สูงนักแต่สำหรับเด็กบ้านนอก ที่ไม่ได้มีโอกาสเตรียมตัวอะไรนักก็ถือว่าน่าพอใจ) แต่ไม่ได้เป็นตัวรับรองว่าจะเก่งภาษาอังกฤษมากมายแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงบอกว่าอยู่ในระดับที่เอาตัวรอด พอรู้เรื่อง และพัฒนาต่อยอดไปได้ไม่ยาก เราเก่งในส่วน Grammar เพราะแม่สอนมาตั้งแต่เด็ก Vocab ได้เพราะชอบเล่น scrabble ตอนปริญญาตรีเคยเข้าแข่งขัน scrabble ที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้น ได้ชนะเลิศการลงคำเดียวแล้วได้คะแนนมากสุด ได้รางวัลเป็นพจนานุกรมภาษาอังกฤษ (ยังเก็บไว้จนปัจจุบัน) ปีนั้น ดร.สุนทร โสตถิพันธ์ (ตำแหน่งขณะนั้น) ได้ชนะเลิศคะแนนรวม และก็มีก๊วนเพื่อนที่ชอบเล่น scrabble มาดวลกันทุกอาทิตย์ ลับสมอง ประลองศัพท์ ได้อานิสงค์เลยมาจนถึงสอบ IELTS   ภาคบังคับคือ writing ที่นี่เขา requires อย่างต่ำที่ 6.00 หาก  grammar  ใช้ได้ vocab ใช้ได้ ส่วนการเขียนย่อมไม่มีปัญหาส่วนภาค listening  ฟังได้บ้างจากการที่สามีชอบดู closed-captioned films/videos เลยต้องดูตาม และ speaking ต้องบอกว่าอ่อนแอ เพราะอยู่บ้านนอก โอกาสพูดไม่มีเลย แบะๆ บอกได้ว่าการสอบได้ครั้งนี้เป็นเรื่องของบุญสะสมที่ครอบครัวและตัวเองสร้างมาจริงๆ และคำอธิษฐานที่ขอสอบเพียงครั้งเดียว หากไม่ผ่านก็ไม่ขอสอบอีกคือไม่เรียนต่อว่างั้นเถอะ (เรื่องยาว และความเชื่อส่วนบุคคล) .......วกกลับมาในลอนดอนต่อ..

 นั่งรถดูวิวสองข้างทาง แล้วบอกกับตัวเองเป็นระยะๆว่า นี่คือลอนดอน ประเทศอังกฤษ ไม่ได้ฝัน เรามาถึงแล้วจริงๆ เพราะในชีวิตไม่เคยคิดจะเรียนต่อต่างประเทศเลย ด้วยอะไรหลายๆอย่างที่มีลางบอกเหตุล่วงหน้าหลายปีว่าต้องไปเรียนต่อตปท.แต่เราไม่คิดและไม่เชื่อ เพราะมันไม่เคยอยู่ในความต้องการและตั้งหวังเรื่องการเรียนปริญญาเอก นี่เป็นสิ่งที่เราบางครั้งก็บอกบางคนว่าถึงเวลาก็มาเอง แต่ทั้งนี้ต้องมีทุน (ความรู้ บุญ) สะสมไว้ด้วย...

รถผ่านที่ทุกคนรู้จักกันดีคือ Harrods ตื่นเต้นมาก ที่ได้เห็นที่ๆคนมาลอนดอน (มีเงินมากด้วย) ชอบมา shopping กัน
ที่เห็นเด่นชัดคือส่วนสีเขียวๆที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารเก่าแก่ และเขียนอักษรชื่อห้าง




Imperial college

ผ่าน Imperial college ก็ตื่นเต้นเพราะรู้จักชื่อดีเป็นที่ๆตอนแรกตั้งใจจะเลือกเรียน แต่ไม่มีสาขาที่เราได้ทุน 

ผ่านสวนสวยงามไม่รู้จัก มองเพลินเรื่อยๆ แบบบ้านนอกเข้ากรุงยังไงยังงั้น ในที่สุดรถก็มาจอดสนิท อยู่ที่แห่งหนึ่งแปลกตามาก sup บอกว่าถึงแล้ว ลงจากรถอย่างงงๆ ว่าที่ไหน?? เพราะเราพักหอพักของมหาวิทยาลัย นักศึกษาปีแรกเขาให้พักหอพักมหาวิทยาลัย ไม่มีเวลาคิดมาก เอาของลงจากรถหมดหันซ้ายขวา ไม่มีที่คิดไว้ เราจึงถาม sup ทันทีว่า  " Where is my university ?"