แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Steve jobs แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Steve jobs แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

7 Oct: เตรียมหนังสือที่ระลึก


วันนี้เตรียมเขียน เรียบเรียงต้นฉบับ หนังสือที่ระลึกพิธีถวายผ้ากฐินพระราชทาน ให้วัดพระอาจารย์อีก คงใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ คงส่งพิมพ์ที่โรงพิมพ์ได้

คืนนี้สวดมนต์อุทิศผลบุญกุศลให้ Steve Jobs ด้วย แม้ไม่รู้จักกัน แต่เรามีความรู้สึกที่ดีและชื่นชมสิ่งที่เขาทำประโยชน์ดีๆให้กับโลก วันนี้มีคนเอารูปเขาตั้งแต่วัยเด็กมาลงจนถึงก่อนจะเสียชีวิตขณะกำลังไปโรงพยาบาล เห็นแล้วสะท้อนความรู้สึกจริงๆ
คำพูดนี้ของเขาสะท้อนตัวตนที่มีคุณค่าของเขาได้กินใจจริงๆ

"การได้ชื่อว่าเป็นผู้จากไปที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดาหลุมศพทั้งหมดไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผม
การได้รู้สึกกับตัวเองก่อนเข้านอนว่า วันนี้เราได้ทำสิ่งที่แสนมหัศจรรย์ลงไปต่างหากล่ะที่เป็นสิ่งสำคัญ"
          
จาก The Wall Street Journal 25 พฤษภาคม 1993

          ชีวิตเรานี้สั้นนัก วันเวลาผ่านไปเร็วมาก หลายคนโชคดีได้ทำสิ่งที่ต้องการได้สร้างสรรค์สิ่งดีทิ้งไว้ให้โลกชื่นชม หลายคนที่มีชีวิตอยู่เป็นผู้ที่มีโอกาสดี ที่จะใช้โอกาสนั้นสร้างสรรค์สิ่งดีทิ้งไว้ให้โลกได้เช่นกัน แต่อีกหลายคนใช้โอกาสเหล่านั้นกอบโกย โกงกิน ไม่จบสิ้น คิดว่าจะเอาไปใช้ที่ชาติไหนหนอ ช่างเขลาจริงๆ ไม่เร่งสร้างบุญให้ติดตามตัวไปทุกภพ

วันนี้ "เรื่องแมวๆ" ที่เขียนยังมีคนตามอ่านเป็นร้อยอีก อยากรู้จริงๆ ว่าทำไม??

น้ำยังคงท่วมภาคกลางมากขึ้นคนเดือดร้อนกันมากจริงๆ

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

6 Oct: iSad

ข่าวเศร้าของวันนี้  "Steve job die  - สตีฟจ๊อบ เสียชีวิตแล้ว"  เราเห็นข่าวจาก TV เช้านี้ หลังจากนั้นก็มีข่าวในแต่ละมุมของเขาออกมา มีเรื่องหลายเรื่องที่เราประทับใจเกี่ยวกับเขา แต่ที่แน่ๆคือ คอมพิวเตอร์ตัวแรกในชีวิตที่เราหัดใช้ และใช้เป็นคือเครื่อง Macintoch ของเขานี่เอง และก็ประทับใจเพราะมันเป็นอะไรที่เก๋ในสมัยนั้น (2527) เป็นยุคที่คอมพิวเตอร์เพิ่งมีเข้ามาไม่นานนัก เลยตื่นเต้นที่ได้ใช้ (ที่คณะวิศวะ มอ.) วันนี้ได้ฟังหลายช่องทั้งไทยและเทศ ที่สดุดียกย่องเขา และโดยเฉพาะสุนทรพจน์ที่เขาไปกล่าว ในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2010 เลยไปค้นหามาบันทึกไว้ในนี้ไว้เตือนตัวเองด้วย


สุนทรพจน์ของ Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple และผู้สร้าง Macintoch

Jobs เพียงแต่เล่าถึงบทเรียนในชีวิตของเขา 3 บท แต่เป็น 3 บทที่ทำให้เขา ซึ่งแม้แต่แม่ที่แท้จริงก็ไม่ต้องการ กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

บทเรียนบทแรกของ Jobs ซึ่งเขาเรียกมันว่า การลากเส้นต่อจุด
"....ในเมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ คุณจะต้อง ไว้ใจและเชื่อมั่นว่าจุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่…"

บทเรียนชีวิตบทที่สองที่ Jobs เล่าต่อไปคือ ความรักและการสูญเสีย

Jobs ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ เมื่ออายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากเขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพ ที่เขาเองเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหาร Apple และกรรมการบริษัทกลับเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น

.....ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่น ตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก Jobs เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขา ลุกขึ้นได้ในครั้งนั้น คือเขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณ เชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว….”


ส่วนบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายในโอวาท ของเขาคือ ความตาย เมื่ออายุ 17 ปี Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมา ซึ่งเสนอแนวคิดที่ว่า

ให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต

 และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs  จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น ไม่ติดๆ กันหลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง

Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมา ซึ่งเสนอแนวคิดให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น ไม่ติดๆ กันหลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง

Jobs กล่าวว่า วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น
วิธีคิดเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ดีที่ สุด ที่จะช่วยให้คุณไม่ตกลงไปในกับดักความคิดที่ว่า คุณมีอะไรที่จะต้องสูญเสีย เพราะความจริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีแต่ตัวเปล่าๆ ด้วยกันทั้งนั้น

Jobs ปิดท้ายสุนทรพจน์ของเขา ด้วยการหยิบยกวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่ม หนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษ และเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand ส่วนวลีนั้นคือ

จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ


ที่มา: Fortune ฉบับเดือนกันยายน 2548
แปลและเรียบเรียงโดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์

I will never forget you. Thanks for Macintosh, iPhone, ipad, ipod, imac, MacBook and Others. Rest in peace.